เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสายตายาว พร้อมวิธีป้องกันแบบง่ายๆ !

สุขภาพครอบครัว

เมื่ออายุมากขึ้นหลายคนเชื่อว่าอาการสายตายาวก็มักจะตามมา  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ครั้งนี้พวกเราทีมงานได้รวบรวม เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสายตายาว พร้อมวิธีป้องกันแบบง่ายๆ ! มาฝากไว้ที่นี่ เพราะเราจะมาบอกถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับอาการสายตายาว พร้อมทั้งวิธีป้องกันและรักษาให้คุณได้ทราบ และแน่นอนว่ามันจะต้องมีประโยชน์ต่อการบำรุงรักษาสุขภาพดวงตาของคุณอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราจะพาคุณไปพบกับสิ่งที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ Credit :  Maskot / Getty สายตายาว (hyperopia) เป็นข้อบกพร่องด้านการมองเห็นทั่วไปที่ทำให้โฟกัสไปที่วัตถุที่อยู่ใกล้ได้ยาก ผู้ที่มีภาวะสายตายาวเกินอย่างรุนแรงสามารถเพ่งความสนใจไปที่วัตถุที่อยู่ห่างไกลเท่านั้น หรือไม่สามารถโฟกัสได้เลย ผู้ที่มีสายตายาวสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลได้ดีกว่าวัตถุที่อยู่ใกล้ มันเกิดขึ้นเมื่อลูกตาหรือเลนส์สั้นเกินไปหรือกระจกตาแบนเกินไป หรือที่เรียกว่าสายตายาวหรือสายตายาว มันสามารถพัฒนาได้เมื่อกล้ามเนื้ออ่อนแรงลง ตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปีเป็นต้นไป หรือที่เรียกว่าสายตายาวตามอายุ หรือมีอยู่ตั้งแต่แรกเกิด อาการแสดง สำหรับอาการและอาการแสดงที่พบบ่อยที่สุดของสายตายาว คือ วัตถุที่อยู่ใกล้เคียงดูพร่ามัว บางคนอาจต้องเหล่ตาหรือขยี้ตาจึงจะมองเห็นได้ชัดเจน บางครั้งอาจมีอาการปวดหัวหรือรู้สึกไม่สบายเกิดขึ้นหลังจากอ่านหรือเขียนเป็นเวลานา อาการปวดตาพัฒนาไปสู่การปวดในหรือรอบดวงตาได้ บุคคลที่สายตายาวนั้นจะไม่สามารถรับรู้ความลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะตาอื่น ๆ ที่ทำให้ไม่ได้รับการรักษาสามารถพัฒนาได้ เช่น ตาขี้เกียจหรือตาเหล่ ที่เรียกว่าตาเหล่ สาเหตุ ตามนุษย์สองส่วนทำให้สามารถโฟกัสได้กระจกตาคือ ส่วนหน้าที่ชัดเจนของดวงตาที่รับและโฟกัสแสงเข้าตา เลนส์มีโครงสร้างโปร่งใสภายในดวงตาที่โฟกัสลำแสงไปยังเรตินา และเรตินาเป็นชั้นของเส้นประสาทที่อยู่ด้านหลังดวงตาที่รับแสงและส่งแรงกระตุ้นผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมอง เส้นประสาทตาเชื่อมต่อตากับสมองและนำสัญญาณแสงที่เน้นเหล่านี้ซึ่งเกิดจากเรตินาไปยังสมอง  สมองจึงตีความเป็นภาพรูปร่างที่เหมาะสมที่สุดสำหรับดวงตาคือความโค้งที่เรียบสนิทของกระจกตาและเลนส์ ความยาวและรูปร่างของลูกตาต้องเหมาะสมที่สุดสำหรับการมองเห็นที่สมบูรณ์แบบ กระจกตาและเลนส์หักเหหรือหักเหแสงที่เข้ามา เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ภาพจะถูกโฟกัสไปที่เรตินาอย่างคมชัด สายตายาวเกิดขึ้นเมื่อแสงหักเหไม่ถูกต้อง […]

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับลูคีเมีย พร้อมวิธีป้องกัน ที่ควรใส่ใจ ! 

สุขภาพครอบครัว

สำหรับโรคลูคีเมียที่ใครหลายคนมักจะหวาดกลัวกันอยู่เสมอและคงไม่มีใครอยากจะเผชิญกับโรคร้ายนี้กันอย่างแน่นอนจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ครั้งนี้พวกเราทีมงานได้รวบรวม เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับลูคีเมีย พร้อมวิธีป้องกัน ที่ควรใส่ใจ ! มาฝากคุณกันไว้ที่นี่เพราะเราเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งข้อมูลดีๆ สำหรับเป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพให้กับตัวคุณและคนที่คุณรัก ซึ่งในครั้งนี้เราจะมาบอกถึงรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวกับโรคลูคีเมียพร้อมบอกถึงสาเหตุและวิธีป้องกันให้คุณพี่ทราบและเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวที่น่าสนใจกันได้เลยดังต่อไปนี้   มะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นมะเร็งในเลือดหรือไขกระดูก ซึ่งได้ผลิตเซลล์เม็ดเลือดออกมา มะเร็งเม็ดเลือดขาวจะเกิดขึ้นต่อเมื่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดมีปัญหา มักส่งผลต่อเม็ดเลือดขาวหรือเซลล์เม็ดเลือดขาว มะเร็งเม็ดเลือดขาวมักส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี แต่ก็เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประมาณการว่ามีผู้ป่วยราวๆ 60,650 คน  ในสหรัฐอเมริกาจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในปี พ.ศ. 2565 นี้  นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวจะทำให้มีผู้เสียชีวิต 24,000 รายในปีเดียวกัน มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีหลายประเภท และแนวโน้มของการเกิดก็จะขึ้นอยู่กับประเภท มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและแย่ลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังจะแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป สาเหตุของการเกิด มะเร็งเม็ดเลือดขาวจะพัฒนาเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นกับ DNA ของการพัฒนาเซลล์เม็ดเลือด ส่วนใหญ่เป็นเซลล์สีขาว ทำให้เซลล์เม็ดเลือดเติบโตและแบ่งตัวอย่างควบคุมไม่ได้ โดยปกติ เซลล์เม็ดเลือดที่แข็งแรงจะตายหลังจากนั้นไม่นาน และเซลล์ใหม่จะพัฒนาในไขกระดูกแทนที่เซลล์เหล่านั้น ในมะเร็งเม็ดเลือดขาว เซลล์เม็ดเลือดจะโตเร็วเกินไปแบบผิดปกติ ไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ตายแบบธรรมชาติในวงจรชีวิตของมนุษย์ แต่กลับใช้พื้นที่มากขึ้นแทนอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อไขกระดูกสร้างเซลล์มะเร็งมากขึ้น เซลล์เหล่านั้นก็เริ่มทำให้เลือดแออัด ป้องกันไม่ให้เซลล์เม็ดเลือดขาวที่แข็งแรงเติบโตและทำงานได้ตามปกติ สิ่งนี้ยังส่งผลต่อเกล็ดเลือดและเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ ซึ่งในที่สุด เซลล์มะเร็งจะมีจำนวนมากกว่าเซลล์ปกติในเลือด และนี่คือสาเหตุของการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยง ผู้เชี่ยวชาญมักไม่ทราบว่าเหตุใดมะเร็งเม็ดเลือดขาวจึงเกิดขึ้น […]

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับต้อกระจก พร้อมวิธีป้องกัน ที่ควรบอกต่อ !

สุขภาพครอบครัว

เมื่ออายุมากขึ้นความเสี่ยงต่อดการเกิดต้อกระจกก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจกับการดูแลสุขภาพดวงตาของเราให้ดีที่สุด และในครั้งนี้เราจะมาบอกถึง เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับต้อกระจก พร้อมวิธีป้องกัน ที่ควรบอกต่อ ! เพราะเราเชื่อว่าต้องเป็นประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่านต้องการทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับโรคต้อกระจกกันอย่างแน่นอน ซึ่งในครั้งนี้เราจะมาบอกถึงรายละเอียดพร้อมกับวิธีป้องกัน และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราจะพาคุณไปพบกับสิ่งที่น่าสนใจดังต่อไปนี้   ต้อกระจกเกี่ยวข้องกับการทำให้ตาขุ่นมัว โดยปกติจะใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา แต่อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้เหมือนกับโรคต้อ การผ่าตัดมักจะสามารถฟื้นฟูการมองเห็นของบุคคลของแต่ละบุคคลได้ ต้อกระจกเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป  อย่างไรก็ตามบางคนอาจพัฒนาได้เร็วกว่า เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม และบางคนเกิดมาพร้อมกับต้อกระจก รวมถึงสาเหตุอื่นๆ อันได้แก่ การอักเสบ ต้อหิน และเบาหวาน ปัจจุบันมีประมาณ 24.4 ล้านคน คนในประเทศสหรัฐอเมริกามีต้อกระจก เมื่อเกิดต้อกระจกเลนส์ตาจะขุ่นหรือขุ่นมัว แสงไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ง่าย และการมองเห็นจะพร่ามัว เช่น มองผ่านหน้าต่างที่มีหมอก ยิ่งเลนส์มีเมฆมากเท่าใดก็จะยิ่งมองเห็นได้ยากขึ้นเท่านั้น อาการ ต้อกระจกมักจะพัฒนาเป็นเวลาหลายปี บุคคลอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ อาการมองเห็นไม่ชัด , เห็นเป็นสองเท่า , การมองเห็นสีเปลี่ยนไป , มีปัญหาการมองเห็นตอนกลางคืน , ไวต่อแสงจ้า เช่น ไฟหน้า , เอฟเฟกต์รัศมีรอบไฟ หากเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นคุณจำเป็นจะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตัดแว่นที่เหมาะสมให้กับคุณหรืออาจปรึกษาเพื่อการใช้คอนแทคเลนส์ที่เหมาะกับดวงตาของคุณ   อาการเหล่านี้บางอย่างสามารถเกิดขึ้นได้กับเงื่อนไขอื่น […]

รู้หรือไม่ เซ็กส์ส่งผลต่อสมองของคุณอย่างไร? หากอยากรู้ที่นี่มีคำตอบ !  

สุขภาพครอบครัว

การมีเพศสัมพันธ์สามารถเพิ่มรสชาติของคืนและวันให้กับเราได้  ซึ่งมันมักจะมากับความตื่นเต้นอันหอมหวานที่ช่วยบรรเทาความเครียดและความกังวลใจได้ แน่นอนว่าเซ็กส์เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์พร้อมกับกระชับความสัมพันธ์ให้กับคู่รักได้ดี ในครั้งนี้เราจึจะมาพูดถึง รู้หรือไม่ เซ็กส์ส่งผลต่อสมองของคุณอย่างไร? หากอยากรู้ที่นี่มีคำตอบ !   เราเชื่อว่าข้อมูลดีๆในครั้งนี้จะต้องมีประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่านกันไม่น้อยเลยทีเดียว อยากทราบกันแล้วว่าการมีเพศสัมพันธ์มันจะเชื่อมโยงกับสมองของคุณได้อย่างไรต้องอย่ารอช้านะคะเรามารับชมสิ่งที่น่าสนใจไปพร้อมกันได้เลยนะต่อไปนี้  เป็นที่ทราบกันดีว่าการมีเพศสัมพันธ์ส่งผลกระทบต่อวิธีการทำงานของร่างกายส่วนที่เหลือของเรา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสมองถามว่ามันช่วยทำให้การนอนหลับของเราเป็นไปได้อย่างดีเยี่ยม การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้แสดงให้เห็นว่าสามารถส่งผลต่อปริมาณที่เรากินและการทำงานของหัวใจได้ดีเพียงใด จากการวิจัยหลายๆแห่งเซ็กส์ถูกอ้างถึงว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเผาผลาญแคลอรี โดยนักวิทยาศาสตร์สังเกตว่าความอยากอาหารจะลดลงในผลที่ตามมา นอกจากนี้ การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Health and Social Behavior ในปี 2559 พบว่าผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ที่น่าพอใจในชีวิต อาจได้รับการปกป้องจากความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้รับ  ผลกระทบของการมีเพศสัมพันธ์ต่อร่างกายหลายอย่างเชื่อมโยงกับวิธีที่งานอดิเรก ซึ่งมีอิทธิพลต่อการทำงานของสมองและการปลดปล่อยฮอร์โมนในระบบประสาทส่วนกลาง ในที่นี้เราจะอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในสมองเมื่อเราถูกกระตุ้นทางเพศ ดังนั้นเราจะมาดูกันว่ากิจกรรมนี้สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ การเผาผลาญ และการรับรู้ความเจ็บปวดได้อย่างไร กิจกรรมของสมองและการกระตุ้นทางเพศ สำหรับทั้งชายและหญิง การกระตุ้นทางเพศและความพึงพอใจได้รับการพิสูจน์เพื่อเพิ่มกิจกรรมของเครือข่ายสมองที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดและสภาวะทางอารมณ์ สิ่งนี้ทำให้นักวิจัยบางคนเปรียบเทียบเซ็กส์กับสารกระตุ้นอื่น ๆ เช่น ยานอนหลับและแอลกอฮอล์ การกระตุ้นสมองและองคชาต จากการศึกษาปี 2548 โดยนักวิจัยที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโกรนิงเกนในเนเธอร์แลนด์ ได้ใช้การสแกนเอกซเรย์ปล่อยโพซิตรอน เพื่อตรวจสอบการไหลเวียนของเลือดในสมองของผู้เข้าร่วม สำหรับชายในขณะที่อวัยวะเพศของพวกเขาถูกกระตุ้นโดยคู่ครองเพศหญิง การสแกนแสดงให้เห็นว่าการกระตุ้นอวัยวะเพศชายแข็งตัวนั้น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดใน insula หลัง และเยื่อหุ้มสมองบริเวณซีกขวาของสมองได้ลดลงในต่อมทอนซิลด้านขวา อินซูลา […]

ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับต้อหิน พร้อมวิธีป้องกัน ที่ควรบอกต่อ ! 

สุขภาพครอบครัว

เป็นอีกหนึ่งโรคที่ผู้สูงอายุและใครหลายคนต้องควรระวังอย่างยิ่งสำหรับโรคต้อหิน และค่อนข้างมีความอันตรายหากเราไม่ดูแลตัวเองและรักษาสุขภาพดวงตาของเราตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งในครั้งนี้เราจะมา ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับต้อหิน พร้อมวิธีป้องกัน ที่ควรบอกต่อ !  และนำข้อมูลดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพของคุณมาฝาก ในครั้งนี้เราจะมาบอกถึงข้อมูลสำคัญและเรื่องราวที่น่ารู้เกี่ยวกับโรคต้อหิน อีกทั้งจะมาแนะนำถึงวิธีการดูแลดวงตาของคุณให้ปลอดภัยและแข็งแรงอยู่เสมอ หากอยากทราบไปแล้วว่ารายละเอียดที่เราได้นำมาฝากกันในครั้งนี้จะน่าสนใจมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอย่ารอช้าค่ะเรามาชมรายละเอียดไปพร้อมกันได้เลยดังต่อไปนี้  โรคต้อหินหมายถึงการสะสมของความดันภายในดวงตา ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ส่วนหน้าของดวงตาจะมีของเหลวใส ซึ่งของเหลวนี้หล่อเลี้ยงดวงตาและให้รูปร่างตาผลิตของเหลวอย่างต่อเนื่องและระบายออกทางระบบระบายน้ำ ถ้าคนเป็นโรคต้อหินของเหลวจะไหลออกจากตาช้าเกินฝากคนปกติ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นของเหลวจะถูกสะสมจนความดันภายในดวงตาจะเพิ่มขึ้น หากบุคคลเหล่านั้นไม่สามารถจัดการกับความกดดันนี้ได้ อาจทำให้เส้นประสาทตาและส่วนอื่น ๆ ของดวงตาเสียหายได้ ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น โรคต้อหินมักเกิดกับตาทั้งสองข้าง แม้ว่าอาจส่งผลต่อตาข้างหนึ่งที่รุนแรงกว่าอีกข้างหนึ่ง สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง ผู้เชี่ยวชาญไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุของโรคต้อหิน แต่ภาวะสุขภาพบางอย่างอาจเพิ่มความเสี่ยง  หากบุคคลนั้นเป็นโรคต้อหินในขั้นพื้นฐานจะไม่มีสาเหตุที่สามารถระบุได้ หากพวกเขามีโรคต้อหินแบบทุติยภูมิ แสดงว่ามีสาเหตุแฝง เช่น เนื้องอก เบาหวาน พร่องไทรอยด์ ต้อกระจกขั้นสูง หรือการอักเสบของระบบ High  ปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน ได้แก่ สำหรับคนผิวขาวที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป   , สำหรับคนผิวดำและฮิสแปนิกที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ,ผู้มีโรคเบาหวานหรือภาวะสุขภาพอื่น ๆที่มีปัญหา , ผู้ที่ผู้คนในครอบครัวมีประวัติของการเป็นโรคต้อหินอยู่แล้ว , ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่ตาหรือได้รับการกระทบกระเทือนมา  , เคยผ่านการศัลยกรรมตา […]

เคมีบำบัดส่งผลต่อร่างกายของคุณหลังการรักษาอย่างไรบ้าง เรื่องน่ารู้ที่ไม่ควรพลาด !  

สุขภาพครอบครัว

เคมีบำบัดส่งผลต่อร่างกายของคุณอย่างไรหลังการรักษา คำถามนี้มักเกิดขึ้นกับใครหลายคนที่ยังไม่ได้ทราบถึงข้อมูลต่างๆเหล่านี้และในครั้งนี้เราจะมาพูดถึง เคมีบำบัดส่งผลต่อร่างกายของคุณหลังการรักษาอย่างไรบ้าง เรื่องน่ารู้ที่ไม่ควรพลาด ! ซึ่งเราเชื่อว่าจะต้องเป็นประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่านที่สนใจในเรื่องของการใช้เคมีบำบัดเป็นอย่างแน่นอน  รวมไปถึงจะมาบอกถึงรายละเอียดในการปฏิบัติตัวระหว่างการรักษาและหลังการรักษาให้คุณได้ทราบเพิ่มเติม  เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราจะพบกับเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์และน่าสนใจกันได้ดังต่อไปนี้  ผลข้างเคียงบางอย่างของเคมีบำบัดจะเกิดขึ้นเฉพาะในขณะที่คุณทำการรักษา และจะหายไปอย่างรวดเร็วหลังจากการรักษาสิ้นสุดลง แต่สำหรับบางคนอาจอยู่นานเป็นเดือนหรือเป็นปี หรืออาจจะไม่หายไปเลยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลในแต่ละคน  ดังนั้นเราควรตรวจสอบร่างกายและคอยดูสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงต่างๆเอาไว้ และที่สำคัญคือคุณควรทำตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณ   สมอง แน่นอนว่าเคมีบำบัดย่อมมีผลต่อสมอง หากคุณรู้สึกมีหมอกเล็กน้อยเมื่อทำการรักษา คุณอาจได้รับ “คีโมสมอง” คุณอาจสังเกตเห็นได้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะจดจ่อหรือจำชื่อ จำวันที่ ทำสิ่งต่างๆที่คุณเคยทราบและในบางครั้งอาจทำให้คุณลืมสิ่งต่างๆได้แบบง่ายๆ จนคุณเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ปัญหาเหล่านี้คุณอาจประสบได้มากกว่าหนึ่งสิ่งในแต่ละวัน อย่างเช่นคุณอาจลืมว่าคุณวางแก้วน้ำไว้ตรงไหน ซื้อในบางครั้งคุณอาจลืมไปว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่เป็นวันอะไร อะไรทำนองนั้น แพทย์ไม่แน่ใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของคีโมสมองนี้แต่ก็มีแนวโน้มว่าหากเกิดอาการหลงลืมเช่นนี้ นั่นหมายความว่าคุณอาจได้รับเคมีบำบัดในปริมาณที่สูงขึ้น  แน่นอนว่าเคมีบำบัดหรือการให้คีโมย่อมส่งผลต่อสมองของคุณอย่างแน่นอน   หัวใจ ยาเคมีบำบัดบางชนิดสามารถทำลายเซลล์ในหัวใจของคุณได้ด้วยเช่นกันและนี่คือสิ่งที่คุณควรรู้ เคมีบำบัดอาจเพิ่มโอกาสในการสร้างปัญหาให้กับหัวใจ ผลกระทบมีดังนี้  อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนตัวลง  รวมไปถึงอาจทำให้จังหวะของการเต้นหัวใจของคุณนั้นมีปัญหา และในบางครั้งอาจส่งผลกระทบทำให้หัวใจวายได้เช่นกัน  ดังนั้นหากคุณเป็นโรคหัวใจอยู่แล้วก่อนที่คุณจะทำเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งนั้นคุณจำเป็นจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด   หากแพทย์ของคุณวางแผนที่จะให้ยาที่อาจส่งผลต่อหัวใจของคุณ แพทย์อาจขอให้คุณทำการทดสอบบางอย่างเพื่อติดตามการทำงานในระบบร่างกายของคุณนั้นสามารถทำงานได้ดีเพียงใด ส่งผลต่อผม อย่างที่เราอาจเคยเห็นใครหลายๆคนที่ผ่านมากับอาการผมร่วงหรือสูญเสียเส้นผมบางส่วน  และแน่นอนว่าการให้คีโมนั้นมีผลโดยตรงกับการทำให้คุณต้องสูญเสียเส้นผม  แต่โดยปกติแล้วผมของคุณจะสามารถงอกใหม่ได้ภายในเวลา 1-2 เดือน  มันเป็นไปได้ว่าในช่วงแรกๆนั้นมันอาจจะงอกออกมาแล้วไม่เหมือนเดิม อาจมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเนื้อสัมผัสและรูปร่าง รวมไปถึงสีที่อาจเปลี่ยนแปลงและแตกต่างออกไปจากเดิม  แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในกรณีที่ผลของคีโมหมดไปจากรูขุมขนของคุณ  ก็จะทำให้เส้นผมของคุณกลับมาเหมือนเดิมได้ และอาจกลับมาเป็นเหมือนก่อนการรักษา แต่ในกรณีเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นกันบ่อยนัก […]

อาการที่อาจดูเหมือนกับภาวะซึมเศร้า แต่ไม่ใช่ ที่คุณสังเกตุสามารถได้ไม่ยาก ! 

สุขภาพครอบครัว

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาการที่น่าเป็นห่วงสำหรับผู้คนในปัจจุบันอย่างมากถึงภาวะอาการซึมเศร้า และหากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่มีอาการกังวลว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะอาการเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ โดยเราจะมาบอกถึง อาการที่อาจดูเหมือนกับภาวะซึมเศร้า แต่ไม่ใช่ ที่คุณสามารถสังเกตุได้ไม่ยาก !  เพื่อให้คุณได้ทราบถึงอาการและเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณาตัวเอง ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เรากำลังจะมาบอกเหล่านี้  คุณมีอาการซึมเศร้าหรือไม่? อาการซึมเศร้าเป็นโรคทางอารมณ์ทั่วไปที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 280 ล้านคนทั่วโลก คุณเคยรู้สึกเศร้า สิ้นหวัง ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจไหม? คุณมีปัญหาในการนอนหลับหรือมีสมาธิมากน้อยเพียงใด? แม้ว่าอาการเหล่านี้เป็นอาการทั่วไปของภาวะซึมเศร้า แต่ก็อาจเป็นสัญญาณของสิ่งอื่นๆของปัญหาสุขภาพ ได้เช่นกัน อย่างการขาดวิตามินดี โรคโลหิตจาง หรือภาวะที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย เช่น ออทิสติก ที่อาจดูเหมือนภาวะซึมเศร้ามาก แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้คุณเรียนรู้วิธีทำความเข้าใจถึงอาการได้ ทั้งนี้เพื่อรู้เท่าทันและทราบถึงวิธีการลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าเหล่านี้  อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (ME/CFS) โรคไข้สมองอักเสบจากกล้ามเนื้อ ซึ่งจะมีอาการเมื่อยล้าแบบเรื้อรัง (ME/CFS) และภาวะซึมเศร้าอาจทำให้คุณหมดแรง รวมไปถึงพยายาามที่จะมีสมาธิมากขึ้น อาการทั่วไปอื่นๆ ของ ME/CFS ได้แก่ อาการวิงเวียนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อและข้อ และปวดศีรษะ ME/CFS มักส่งผลกระทบต่อคนหนุ่มสาวและวัยกลางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย  โรคไฟโบรมัยอัลเจีย โรคไฟโบรมัยอัลเจียมักถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นภาวะซึมเศร้า เนื่องจากภาวะซึมเศร้าอาจเป็นอาการของไฟโบรมัยอัลเจีย คือเป็นความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกทำให้สมองและไขสันหลังของคุณประมวลผลถถึงสัญญาณของความเจ็บปวดด้วยความรุนแรงที่มากขึ้น มักจะพบผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายอาการอื่น ๆ ของทั้ง fibromyalgia […]

วิธีสังเกตความผิดปกติทางอารมณ์ สำหรับผู้มีความกังวลเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า ! 

สุขภาพครอบครัว

สำหรับท่านใดที่อยู่ใกล้กับผู้ที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์กังวลว่าเขาคนนั้นกำลังมีภาวะอาการซึมเศร้าให้ในครั้งนี้พวกเราทีมงานได้รวบรวม  วิธีสังเกตความผิดปกติทางอารมณ์ สำหรับผู้มีความกังวลเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า ! มาฝากคุณกันไว้ที่นี่เพราะเราเชื่อว่าจะต้องเป็นประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่านที่กำลังต้องการไขข้อข้องใจกันอยู่อย่างแน่นอน หากอยากทราบกันแล้วว่าเนื้อหาสาระในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ต้องอย่ารอช้าค่ะเรามาชมสิ่งที่น่าสนใจไปพร้อมกันได้เลยดังต่อไปนี้   ภาวะซึมเศร้าคืออะไร? สำหรับภาวะซึมเศร้านั้นเป็นภาวะประเภท 1 ที่คุณสามารถกลับมาเป็นได้ในเวลาเดียวกันของทุกๆปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหรือช่วงต้นฤดูหนาว บางครั้งบรรยากาศและอุณหภูมิก็อาจทำให้คุณมีอาการซึมเศร้าตอนนี้ได้ รวมถึงในช่วงที่มีแสงแดดน้อยลงกลางวันสั้นลงอาจจะทำให้คุณภาวะและอารมณ์ที่เศร้าซึมได้เช่นกัน หรือในบางคนอาจจะมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือประมาณต้นฤดูร้อน   อาการซึมเศร้าคืออะไร? สามารถสังเกตได้แบบง่ายๆ ว่าผู้ที่มีอาการซึมเศร้านั้นส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจากมีความเฉยชาและมีจิตใจที่เศร้าหมองไม่แจ่มใสตลอดทั้งวันรวมถึงอาการภายนอกรู้สึกเหนื่อยล้าได้ง่ายท้อแท้หดหู่อย่างไร้สาเหตุ  ในบางครั้งอาการเหล่านี้มักจะอยู่กับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าได้นานหลายสัปดาห์และอาการเหล่านี้จะหายไปในช่วงที่อุณหภูมิหรืออากาศรวมทั้งสิ่งแวดล้อมดีขึ้น อาการเหล่านี้อาจจะทำให้คุณนอนหลับได้ยากขึ้น มีสมาธิได้น้อยลง รวมทั้งหมดสนุกไปกับกิจกรรมที่คุณเคยโปรดปรานแบบไร้สาเหตุ และเป็นไปได้ว่าการรับประทานขนมและอาหารของคุณจะเป็นไปยังมากผิดปกติ ตามด้วยการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง  ภาวะซึมเศร้า เกิดจากอะไร? ซึ่งเคยได้มีงานวิจัยระบุว่าการมีแสงแดดที่น้อยลงในช่วงกลางปีของฤดูหนาวนั้นจะสามารถกระตุ้นให้ร่างกายของคุณเปลี่ยนวิธีการผลิตฮอร์โมนและใช้สารเคมีในสมองที่สำคัญบางอย่างมากขึ้น  อาจเป็นไปได้ว่าการใช้เวลาในช่วงกลางวันน้อยลงนั้นจะเพิ่มระดับของเมลาโทนิน ไปพร้อมๆกับการลดระดับของเซโรโทนินกว่าปกติ  สารสองชนิดนี้มีส่วนในเรื่องของการช่วยทำให้การนอนหลับเป็นไปได้อย่างปกติ จึงทำให้สภาพอารมณ์ของคุณค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่เมื่อการทำงานของสารทั้งสองประเภทนี้เกิดการทำงานที่ผิดปกติผิดเวลาแล้วล่ะก็ จะยิ่งทำให้คุณเกิดภาวะของโรคซึมเศร้าและโรคอื่นๆต่างๆตามมาได้ รวมไปถึงการหลั่งฮอร์โมนต่างๆเกิดความผิดปกติในร่างกายด้วยเช่นกัน  ใครที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองกำลังเศร้า ? ยิ่งคุณอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากเท่าไร คุณก็ยิ่งมีโอกาสเกิดความเศร้าได้มากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น คุณมีแนวโน้มที่จะได้รับมันประมาณเจ็ดเท่า หากคุณอาศัยอยู่ในบริเวณนิวแฮมป์เชียร์มากกว่าในฟลอริดา ทุกคนสามารถมีภาวะนี้ได้ แต่คนที่มีครอบครัวหรือมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการมากกว่าคนปกติและอาการมักจะแย่ลง รวมทั้งผู้หญิงนั้นค่อนข้างมีโอกาสประสบกับภาวะเหล่านี้ได้มากกว่าผู้ชายถึงสี่เท่า คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังเป็นโรคซึมเศร้า ? ซึ่งคุณสามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ได้ในโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งพวกเขาจะเริ่มต้นสอบถามเกี่ยวกับประวัติครอบครัวของคุณโดยตรวจสอบเงื่อนไขทางการแพทย์อื่นๆว่าคุณมีโรคประจำตัวต่างๆหรือไม่ รวมถึงผู้ที่มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้าในครอบครัวของคุณนั้นมีอาการและประสบปัญหาคล้ายคลึงกับสิ่งที่คุณเป็นอยู่หรือไม่  ยกตัวอย่างเช่น มีความซึมเศร้ามีความเครียดมีพลังงานต่ำมีแรงใจที่ถดถอยหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าคุณเป็นไวรัสชนิดเดียวกันหรือไม่  หรือมีความผิดปกติข้างเคียงอย่างเช่นน้ำตาลในเลือดต่ำมีการอดนอน มีปัญหาในเรื่องของต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้สาเหตุหรือการบริโภคอาหารในปริมาณมากอย่างผิดปกติในเวลาอันรวดเร็ว […]

เล็บของคุณบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของคุณได้บ้าง หากอยากรู้ที่นี่มีคำตอบ ! 

สุขภาพครอบครัว

คุณทราบหรือไม่ว่าเล็บของคุณสามารถเปิดเผยข้อมูลทางด้านสุขภาพโดยรวมของคุณได้เล็บที่มีสีขาว อมชมพู หรือมีผื่นหรือตุ่มเล็กๆ น้อยๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคในร่างกายรวมถึงปัญหาในตับ ปอด และหัวใจ ในวันนี้เราจะมาบอกถึง เล็บของคุณบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของคุณได้บ้าง หากอยากรู้ที่นี่มีคำตอบ ! เพื่อให้คุณได้ทราบถึงเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพและอ่านสัญญาณต่างๆ จากเล็บของคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราจะพาคุณไปพบกับรายละเอียดที่น่าสนใจดังต่อไปนี้  เล็บสีซีด เราอาจจะสังเกตได้จากเล็บที่มีสีค่อนข้างซีดออกขาวๆ หรือที่เรียกกันว่า leukonychia ซึ่งจะอธิบายถึงเล็บที่มีสีขาวบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งเล็บที่มีสีขาวอาจเป็นผลมาจากหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น บาดแผลพี่อาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งแวดล้อมต่างๆ หรือเล็บขาวสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง รวมไปถึงผู้ที่มีภาวะขาดอาหาร นอกจากนี้เล็บสีขาวยังบ่งบอกได้ถึงผู้ป่วยที่กำลังเป็นโรคหัวใจหรือไต หรือแม้แต่เล็บที่มีสีซีดได้จากสารพิษ  เล็บสีขาว หากเล็บส่วนใหญ่เป็นสีขาวและมีขอบสีเข้มกว่า อาจบ่งบอกได้ถึงปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น โรคตับอักเสบ ซึ่งคุณสามารถชมตัวอย่างได้จากภาพทางด้านบนนี้ คุณจะเห็นว่านิ้วก็มีสีซีดออกเป็นสีเหลืองๆได้เช่นกัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาตับอีกอย่างหนึ่งได้ เล็บสีเหลือง สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดอีกอย่างหนึ่งของเล็บสีเหลืองคือการติดเชื้อรา  ผู้ป่วยได้รับการติดเชื้อราที่แย่ลงก็จะยิ่งทำให้เละของคุณนั้นจีบได้รวมไปถึงภาวะเล็บแตกหักได้ ถึงแม้ว่าเล็บของคุณจะหนา แต่มันก็สามารถแตกเปราะได้ง่ายกว่าปกติอย่างน่าเหลือเชื่อ เป็นสิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดจากอาการผิดปกติโดยบ่งบอกได้ว่าร่างกายของคุณนั้นกำลังเผชิญกับภาวะอันร้ายแรงอย่างเช่นโรคไทรอยด์ที่มีความรุนแรงขั้นสูง  รวมไปถึงผู้ที่มีภาวะโรคปอด อีกทั้งผู้ที่กำลังเป็นโรคเบาหวานก็สามารถมีภาวะเล็บเปราะเล็บแตกหักง่ายเช่นนี้ได้เหมือนกัน และอีก 1 โรคที่คุณอาจมีความเสี่ยงจะเป็นก็คือโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งหากคุณมีอาการเล็บเหลืองเล็บสีซีดพร้อมกับเล็บมีความอ่อนแอและแตกหักง่ายนั้น ให้คุณพิจารณาถึงอาการต่างๆเหล่านี้และหากคุณมีความวิตกกังวลก็สามารถเข้าพบแพทย์ได้ทันที โดยไม่ต้องรอช้าเพราะนั่นหมายถึงว่าคุณจะรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น   เล็บสีฟ้า หลายคนอาจนึกภาพไม่ออกว่าเลขสีฟ้าเป็นอย่างไรซึ่งคุณสามารถชมภาพตัวอย่างจากด้านบนได้เลยเล็บสีฟ้านั้นจะมีลักษณะเป็นเล็บสีใสแต่ขุ่นเข้มที่มีสีค่อนข้างอยู่ในโทนสีน้ำเงิน  มีความใสขุ่นออกน้ำเงินฟ้า หากคุณมีอาการเล็บสีเหล่านี้ นั่นหมายความว่าเล็บของคุณกำลังบ่งบอกว่าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับปอดอย่างรุนแรง ผลกระทบของโรคที่เกี่ยวกับปอดอย่างเช่นโรคถุงลมโป่งพอง  นอกจากนี้ยังหมายถึงคุณอาจกำลังเผชิญอยู่ในภาวะของปัญหาโรคหัวใจบางอย่างอีกด้วย […]

มาทำความรู้จักกับ “โรคไบโพล่า” พร้อมวิธีป้องกันตัวเองแบบง่ายๆหากไม่อยากเป็น ! 

สุขภาพครอบครัว

ค่อนข้างเป็นกระแสดังสำหรับโรคไบโพล่าร์ที่ใครๆก็คงไม่อยากเป็น แต่คุณทราบหรือไม่ว่าโรคไบโพลาร์นั้นถือเป็นอีกหนึ่งโรค ที่ผู้คนในปัจจุบันควรใส่ใจดูแลสุขภาพและควรตรวจสอบพฤติกรรมต่างๆของตัวเองเพื่อรู้เท่าทันถึงอาการ วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ มาทำความรู้จักกับ “โรคไบโพล่า” พร้อมวิธีป้องกันตัวเองแบบง่ายๆหากไม่อยากเป็น ! เพราะเราเชื่อว่าจะต้องมีประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่านที่มีความกังวลถึงโรคไบโพลาร์ และจะต้องเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการทราบถึงวิธีแก้ปัญหาพร้อมทั้งวิธีหลีกเลี่ยงสาเหตุของการเกิดโรคนี้ได้ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาจะพาคุณไปพบกับเนื้อหาสาระที่น่าสนใจดังต่อไปนี้  โรคไบโพลาร์คืออะไร? สำหรับโรคไบโพล่าหรือที่ใครหลายคนมักจะเรียกกันว่าโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว นั้นเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์อย่างรุนแรง ผู้ที่มีอาการเหล่านี้มักจะจมดิ่งอยู่กับภาวะอารมณ์เศร้าไปจนถึงเศร้าซึมลึก และอยู่กับความเศร้าเหล่านี้ไปเป็นเวลาหลายสัปดาห์รายเดือนหรือบางคนอาจจะเป็นปี และจะมีผลทางด้านอารมณ์เป็นส่วนใหญ่ และมักจะมีการแสดงอาการออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนเป็น 2 อย่างหลักๆคือ กลุ่มที่แสดงความอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ซึ่งจะเรียกกลุ่มเหล่านี้ว่ากลุ่มอาการ แมเนีย (Mania) และคนในกลุ่มที่สองก็คือจะแสดงอาการซึมเศร้าให้ผู้คนรอบข้างได้เห็นอย่างชัดเจน จึงเป็นเหตุผลที่โรคนี้จึงถูกเรียกว่าโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว ซึ่งสำหรับกลุ่มคนที่มีอาการซึมเศร้าเหล่านี้จะเรียกว่าอาการ Depress และหากใครมีกลุ่มอาการเหล่านี้ทั้งสองแบบจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์โดยด่วน เนื่องจากอาจส่งผลให้มีผลต่องานและผู้คนในครอบครัวได้  ระยะภาวะซึมเศร้าเป็นอย่างไร หากไม่มีการรักษา บุคคลที่เป็นโรคไบโพลาร์อาจมีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรง อาการต่างๆที่ผู้คนรอบข้างจะสามารถสังเกตได้ก็คือ ความเศร้า ความวิตกกังวล สูญเสียพลังงาน สิ้นหวัง ท้อแท้รู้สึกมองโลกในแง่ร้ายและจะสามารถสัมผัสได้ถึงพลังลบเมื่อเวลาที่เราได้คุยกับบุคคลเหล่านี้  ซึ่งพวกเขาจะมีปัญหาในเรื่องของการจดจ่อ พวกเขาอาจหมดความสนใจในกิจกรรมที่เคยสนุก และงานอดิเรกที่เคยรักเคยชื่นชอบหรือพูดง่ายๆว่าหมดความสุขหมดความสนุกไปกับบางสิ่งบางอย่างที่เคยหลงใหล นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องปกติที่จะทำให้น้ำหนักตัวของพวกเขาเหล่านั้นเพิ่มหรือลดลงได้ง่าย สำหรับบางคนอาจจะต้องการนอนมากเกินไปหรือน้อยเกินไป รวมไปถึงภาวะจิตใจที่ต้องการนำตัวเองไปสู่การฆ่าตัวตายได้ ซึ่งถือเป็นอาการร้ายแรงที่ผู้คนรอบข้างควรดูแลอย่างใส่ใจและเข้าใจถึงจิตใจของผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆเหล่านี้   เมื่อเกิดความคลั่งไคล้กับอะไรสักอย่าง ในช่วงที่ผู้ที่เป็นไบโพล่ากำลังเกิดความรู้สึกข้างคล้ายกับอะไรสักอย่างสิ่งเหล่านั้นมันจะทำให้พวกเขามีพลังและมีความนึกคิดที่ว่าพวกเขาสามารถทำทุกอย่างได้ รวมถึงมีความนับถือในตัวเองมีความทะเยอทะยานจนบางครั้งอาจเกินความควบคุมของตัวเองได้  จึงทำให้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากต่อการนั่งอยู่เฉยๆเพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขาพูดมากขึ้นฟุ้งซ่านมากขึ้นมีความคิดที่ต้องการแข่งขันมากยิ่งขึ้นไปจนถึงการนอนไม่พอ อีกทั้งยังนำไปสู่พฤติกรรมที่ค่อนข้างประมาทต่อการใช้ชีวิต อย่างเช่นมีการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยมากยิ่งขึ้นซื้อของที่อยากได้โดยไม่จำเป็น  อาจเป็นคนชอบโกงจากที่ไม่เคยเป็นได้ อาจเป็นคนพูดจาโกหก อาจเป็นคนขับรถเร็วยิ่งขึ้น […]